ยูฟ่าคัพ หรือเรียกว่า UEFA Europa League

ยูฟ่าคัพ ชื่อเดิม ยูฟ่าคัพ  UEFA Cup เป็นการแข่งขันฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลต่างๆ ในทวีปยุโรป

ยูฟ่าคัพ จัดการแข่งขันโดยสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป หรือยูฟ่า ซึ่งเป็นถ้วยรองลงมาจาก ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เริ่มก่อตั้งเมื่อ 18 เมษายน ค.ศ. 1955 ในชื่อเดิม อินเตอร์-ซิตีส์แฟส์คัพ Inter-Cities Fairs Cup และได้เปลี่ยนเป็น ยูฟ่าคัพ ใน ค.ศ. 1971 ปัจจุบันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่สำคัญอันดับสองของยุโรป รองจากยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

ทีมที่มีสิทธิ์แข่งขันยูฟ่าคัพ คือทีมที่ได้อันดับรอง ๆ ในฟุตบอลลีกของแต่ละประเทศ ส่วนทีมแชมป์จะได้ไปแข่งยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งเป็นรายการใหญ่กว่า เมื่อ ค.ศ. 1999 รายการยูฟ่าคัพได้รวมกับยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ เป็นรายการเดียว ทำให้สโมสรฟุตบอล ที่ชนะการแข่งขันฟุตบอลถ้วย ของแต่ละประเทศสามารถเข้าร่วมยูฟ่าคัพได้ด้วย

นับตั้งแต่ ค.ศ. 2009 เป็นต้นไป ทางยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ ได้ถูกยกเลิกไปรวม กับรายการยูฟ่าคัพ ฟุตบอลสโมสรยุโรปรายการนี้ จะถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ยูฟ่ายูโรปาลีก โดยจะใช้การแข่งขันรู ปแบบเดียวกันกับยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้มากขึ้น

ยูฟ่าคัพ

ถ้วยรางวัลยูฟ่ายูโรปาลีกมีความสูง 65 เซนติเมตร กว้าง 33 เซนติเมตร และลึกราว 23 เซนติเมตร จัดได้ว่าเป็นถ้วยรางวัล ของการแข่งขันฟุตบอลทวีปยุโรป ที่มีน้ำหนักมากที่สุด อยู่ที่ 15 กิโลกรัม

ขั้นตอนในการคัดเลือก ทีมเข้าแข่งขัน

แต่ละประเทศจะได้โควตาทีม ที่ส่งแข่งขันจำนวนไม่เท่ากัน ซึ่งตัวเลขนี้จะอิงจากข้อมูลสถิติของยูฟ่า โดยประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันรายการต่าง ๆ ของยูฟ่ามาก จะได้โควตาทีมมากกว่า

เมื่อได้โควตาทีมที่ส่งแข่งขันแล้ว แต่ละประเทศจะมีวิธีการคัดเลือกทีมสโมสร เข้าแข่งแตกต่างกัน แต่จะมีเกณฑ์ทั่วไป ที่เหมือนกันดังนี้

-ทีมที่ได้อันดับที่ 3 จากรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก จะได้ลงไปเล่นรายการนี้ ในรอบแพ้คัดออกทันที

-ทีมที่ได้อันดับในลีก รองจากทีมที่ได้ไปแข่งขัน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

-ทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลถ้วยในประเทศ

ส่วนทีมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ 3 อย่างข้างต้น ยังมีอีก 2 วิธีในการเข้าแข่งขัน

-ทีมอันดับรองลงไปอีก สามารถเข้าแข่งยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ โดยจะมีคัดเลือก 11 ทีมเพื่อเข้าเล่นในยูฟ่าคัพ

-ประเทศที่ได้คะแนนแฟร์เพลย์ของยูฟ่าสูงสุดอีก 3 ประเทศจะได้โควตาเพิ่มอีกประเทศละหนึ่งทีม

ระหว่าง ยูฟ่า ยูโรปา ลีก กับ แชมเปี้ยนส์ ลีก นั้นต่างกันอย่างไร

เป็นการแข่งที่รองมาจาก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยมีชื่อเดิมว่า ยูฟ่า คัพ ซึ่งมีเปลี่ยนชื่อในฤดูกาล 2009/10 ซึ่งจะเริ่มแข่งในเดือนกันยายน การแข่งจักขึ้นประจำปีเหมือนกัน และ สิ่งที่เหมือนกับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือ ทีมที่เข้าร่วมจะดูจากผลงานที่ทำไว้ในลีกระดับประเทศ พูดง่ายๆ ก็คือ ทีมในยูโรป้าลีกคือทีมที่ผลงานยังไม่เทียบเท่าทีมในแชมเปี้ยนส์ลีกแต่ก็ยังมีผลงานที่โดดเด่นในลีกประเทศอยู่

ซึ่งการแข่งก็จะเป็นแบบเดียวกันกับแชมเปี้ยนส์ลีก ที่มีรอบน็อคเอ้าท์ และ การแข่งรอบกลุ่ม ที่จะมาก่อนรอบไฟนอล และผู้ชนะก็จะได้เข้าไปเล่น ในแชมเปี้ยนส์ลีกซีซั่นหน้า ทำให้การแข่งขันในยูโรป้าลีก ดุดัน และ มันส์ จริงๆ

ยูโรปา ลีก มีการใช้รอบคัดเลือก เพลย์ออฟ ก่อนการแข่งขันรอบกลุ่ม ซึ่งจะมีทั้งหมด 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม แต่ละทีมจะต้องแข่งกับทุกทีมในกลุ่มของตัวเองทั้งเยือนและเหย้า อันดับ 1 และ 2 ของแต่ละทีม กับ อันดับที่ 3 ของ 8 ทีมในยุฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมเป็น 32 ทีม จะแข่งกันต่อ ในรอบน็อคเอ้าท์ ซึ่งมี 5 รอบด้วยกัน รอบ 32 ทีมสุดท้าย รอบ 16 ทีมสุดท้าย รอบ 8 ทีมสุดท้าย รอบก่อนรอบรองชนะเลิศ รอบก่อนรอบรองชนะเลิศ  และ รอบไฟนอล โดยรอบก่อนรอบรองชนะเลิศ จะแข่งกันแบบทั้งเหย้าและเยือน ทีมไหนมีคะแนนมากกว่าก็ชนะและเข้ารอบไฟนอลไป ซึ่งรอบไฟนอลจะเป็นการแข่งขันเกมส์เดียวโดยแข่งสนามที่ไม่มใช่เหย้าและเยือน

ยูฟ่าคัพ

อีกนิด ว่าด้วยเรื่องของ ถ้วยแชมป์แต่ละใบ มีความเป็นมาอย่างไร

ตำแหน่งแชมป์ เป็นสิ่งที่ทุกทีมอยากได้มาครอบครองทั้งนั้น เพราะนี่คือความสำเร็จที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความยากลำบากตลอดฤดูกาล โทรฟี่หรือถ้วยแชมป์ คือ รูปธรรมที่จับต้องได้และบ่งบอกถึงความเป็นเบอร์ 1 ของรายการนั้นๆ ซึ่งถ้วยแชมป์แต่ละใบมีความเป็นมาอย่างไร หรือสวยงามขนาดไหน วันนี้ผมจึงยก 5 โทรฟี่ที่ทุกท่านรู้จักกันดีมาให้ติดตามกันครับ

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรายการชิงแชมป์สโมสรยุโรปที่ทุกทีมต่างฝันอยากจะได้มาครอบครองซักครั้ง ซึ่งใบปัจจุบันก็เป็นถ้วยที่ 6 แล้ว ขณะที่ 5 ใบก่อนหน้านี้ได้มอบให้กับสโมสรใดก็ตามที่คว้าแชมป์ได้ 3 สมัยติดต่อกัน หรือ ได้แชมป์เกิน 5 ครั้งขึ้นไปเรียบร้อย

ตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ทาง ยูฟ่า ก็ยกเลิกกฎที่จะมอบถ้วยของจริงแล้ว โดยจะใช้ถ้วยบิ๊กเอียร์ของแท้ในนัดชิงชนะเลิศเท่านั้น ส่วนทีมแชมป์จะได้ถ้วยจำลองขนาดเท่าของจริงไปครองแทน ส่วนทีมใดที่คว้าแชมป์ได้ 3 ครั้งติด หรือได้แชมป์มากกว่า 5 สมัยในอนาคต ทาง ยูฟ่า ก็จะมอบตราพิเศษที่บ่งบอกถึงความเทพให้แทน

ต้นกำเนิดของถ้วยนี้เกิดขึ้น หลังจากที่ ราชันชุดขาว ได้ถ้วยของจริงไปในปี 1967 ซึ่ง ฮันส์ แบนเกอร์เตอร์ เลขาธิการทั่วไปของ ยูฟ่า ขณะนั้น ตัดสินใจที่จะสร้างและออกแบบถ้วยใหม่ให้รูปร่างที่ทันสมัยมากกว่าเดิมโดยได้เรียก ยุร์ก สตาเดลมันน์ กับพ่อของเขา ที่เป็นช่างทำเครื่องเงิน มาช่วยออกแบบให้ ซึ่ง สตาเดลมันน์ ยังเผยด้วยว่า เขาต้องรีบทำให้เสร็จ ก่อนวันที่ 28 มีนาคม ปีนั้น เพราะต้องเข้าพิธีแต่งงาน และเตรียมไปล่องเรือฮันนีมูนกับภรรยาที่ ลอส แองเจลีส โดยเจ้าตัวใช้เวลานานถึง 340 ชั่วโมงกว่าจะออกแบบถ้วยที่มีความสูง 73.5 เซนติเมตร และหนัก 8.5 กิโลกรัม ได้สำเร็จ

ยูโรปา ลีก – ถ้วยพระรองต่อจาก แชมเปี้ยนส์ ลีก และฤดูกาลนี้จะเป็นซีซั่นที่ 43 แล้ว นับตั้งแต่ทาง ยูฟ่า นำมาจัดการแข่งขันแทนเมื่อซีซั่น 1971/72 โดย เชลซี คือทีมล่าสุดที่ได้ครอบครองถ้วยที่มีน้ำหนัก 15 กิโลกรัม สูง 65 เซนติเมตร กว้าง 33 เซนติเมตร และมีความลึกราว 23 เซนติเมตร ไปครอง โดยถ้วยเงินดังกล่าวจะวางติดกับฐานหินอ่อนสีเหลือง ซึ่งถ้วยแชมป์ ยูฟ่า คัพ (ชื่อเก่าของรายการ) ใบนี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นที่ แบร์โตนี่ ซึ่งเป็นโรงานที่รับทำถ้วยรางวัล และเหรียญชนะเลิศกีฬาต่างๆ ในเมือง มิลาน ประเทศอิตาลี โดยถ้วยใบนี้จะแตกต่างจากถ้วยแชมป์อื่น ตรงที่ไม่มีหูจับยื่นออกมา และปากถ้วยจะมีรูปทรงแปดเหลี่ยม อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ถ้วยใบจริงก็จะถูกทาง ยูฟ่า เก็บรักษาไว้ตลอดไป และจะสั่งทำถ้วยจำลองขนาดเท่าของจริงมอบให้กับทีมแชมป์ ซึ่งเมื่อก่อนพวกเขาจะมอบถ้วยแชมป์ใบจริงให้กับสโมสรใดก็ตามที่คว้าแชมป์ได้ 3 ปีติด หรือได้แชมป์รายการนี้มากกว่า 5 สมัยขึ้นไปเหมือนกับ ชปล. แต่ก็ไม่เคยมีทีมไหนทำได้เลยในรายการนี้ โดยมี 3 สโมสรที่ได้แชมป์รายการนี้มากที่สุดคือ 3 ครั้งได้แก่ ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และ ลิเวอร์พูล เท่านั้น

ยูฟ่าคัพ

บุนเดสลีกาถ้วย แชมป์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์ของสหพันธ์ฟุตบอลเยอรมัน (เดเอฟเบ) ซึ่งคนทั่วไปมักจะเรียกถาดแชมป์นี้จากรูปร่างของมันว่า “จานสลัด” ถาดแชมป์ใบนี้ถูกสร้างขึ้นเมือปี 1949 ขึ้นทาแทนถ้วย “วิคตอเรีย” ซึ่งหายสาบสูญไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

สำหรับถาดต้นแบบนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร และ เดเอฟเบ ก็ต้องจ่ายเงินค่าวัสดุต่างๆ ที่นำมาประกอบเป็นถาดแชมป์ใบนี้ราว 9,000 ยูโร หรือหากเทียบกับค่าเงินสมัยนี้ก็ประมาณ 25,000 ยูโร (ราว 1 ล้านบาท) เลยทีเดียว สำหรับถาดแชมป์ดั้งเดิม ทำจากแร่เงินหรือที่เรียกกันว่า สเตอลิงซิลเวอร์ (Sterling Silver) โดยจะมีโลหะเงินผสมอยู่ 92.5 เปอร์เซ็นต์ และมีอัญมณี ทัวร์มาลีน สีเขียวขนาดใหญ่-เล็กรวม 16 เม็ด รวมทั้งสิ้น 175 กะรัต ประดับไว้ ตัวถาดได้รับการออกแบบโดย อลิซาเบ็ธ เตรสโคว์ อาจารย์สาวจากโรงเรียนศิลปะในเมือง โคโลญจน์ โดยจะมีการสลักชื่อทีมที่ได้แชมป์ลีกตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี 1903 ไว้บนตัวถาดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการเพิ่มขนาดของขอบถาดอีก 45 มิลลิเมตร และนำอัญมณี ทัวร์มาลีน มาประดับเพิ่มอีก 5 เม็ด เพื่อที่จะได้สลักชื่อของทีมแชมป์แต่ละปีได้มากขึ้นนั่นเอง ทำให้สามารถสลักชื่อแชมป์ บุนเดสลีกา ไปได้อีก 30 ปี จนปัจจุบัน ตัวถาดจึงมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 59 เซนติเมตร และหนัก 11 กิโลกรัม

เอฟเอ คัพ – ฟุตบอลถ้วยรายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยรูปลักษณ์ของถ้วยที่เราเห็นในปัจจุบันถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1911 เนื่องจาก 1 ปีก่อนหน้านั้น ทาง เอฟเอ พบว่าดีไซน์ของถ้วยใบเก่าถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ ลอร์ด คินนาร์ด ประธาน เอฟเอ สมัยนั้น เชิญบริษัททำเครื่องเงินจากหลายแห่ง มาช่วยออกแบบถ้วยใบใหม่ให้ และเป็นบริษัท แฟตทอรินี่ แอนด์ ซันส์ จำกัด จาก แบร็ดฟอร์ด ที่เป็นฝ่ายชนะเลิศและได้รับการยอมรับจากทาง เอฟเอ (ปัจจุบัน บริษัทนี้ก็ยังคงดำเนินกิจการออกแบบถ้วยรางวัลอยู่นะครับ) ตัวถ้วยสูง 19 นิ้วไม่นับฐานรอง และมีน้ำหนักราว 175 ออนซ์ (ประมาณ 5 กิโลกรัม) แถมปีนั้นทีมแรกที่ได้ชูถ้วยแชมป์ใบใหม่ก็เป็น แบร็ดฟอร์ด ซิตี้ ทีมจากเมืองเดียวกันของผู้ออกแบบซะด้วย โดยถ้วยใบนี้เป็นถ้วยใบที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันรายการนี้ และก็ใช้งานมานานถึง 80 ปี ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ใบปัจจุบันตั้งแต่นัดชิงปี 1991 เป็นต้นมา

พรีเมียร์ลีก – นี่คือถ้วยแชมป์ที่แฟนบอลบ้านเราคุ้นเคยมากที่สุด โดยถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก ใบปัจจุบัน ผลิตโดย บริษัท การ์ราร์ด แอนโค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท ที่ออกแบบจิวเวอรี่ และเครื่องเงินชื่อดัง รวมทั้งเคยได้รับหน้าที่ดูแลรักษาเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของสหราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 1843-2007 อีกด้วย

ตัวถ้วยทำจากเงินแท้ประกอบด้วยมงกุฎหล่อจากเงินชุบ 24 กะรัต ขณะที่ฐานทำด้วยมาลาไคต์ หรืออัญมณีสีเขียว ซึ่งตัวฐานหนัก 15 กิโลกรัม รวมกับตัวโทรฟี่อีก 10 กิโลกรัม เป็น 25 กิโลกรัม ตัวถ้วยสูง 76 เซนติเมตรเมื่อรวมฐานด้วย กว้าง 43 เซนติเมตร และข้างในถ้วยมีความลึกราว 25 เซนติเมตร โดยจะมีสิงโต 2 ตัวอยู่ที่หูจับแต่ละข้าง ซึ่งหมายถึง “ทรี ไลออนส์” หรือตราแผ่นดินของประเทศอังกฤษนั่นเอง โดยสิงโตตัวที่ 3 ก็คือ กัปตันของทีมแชมป์ในแต่ละปี ที่จะชูถ้วยเหนือศีรษะเพื่อประกาศความเป็นเบอร์ 1 ของ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนั้นๆ 

โพสต์ไว้ที่: UFABET123

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *